"เรียนรู้แนวพระราชดำริ ดิน น้ำ ป่า จากการปฏิบัติจริง และสามารถนำความรู้ไปสู่การประยุกต์ใช้ และพัฒนาขยายผลโครงการน้ำของกลุ่มเยาวชนต่อไป"
วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557
กิจกรรมพี่นำน้องรักษ์น้ำ ตามแนวพระราชดำริ พ.ศ. 2557
กิจกรรมพี่นำน้องรักษ์น้ำ ตามแนวพระราชดำริ ระหว่างวันที่ 21-24 ตุลาคม 2557 ณ ค่ายบุรฉัตร อ.เมือง จ.ราชบุรี
วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557
พาผู้แทนที่เข้าร่วมงาน VISIONS Asia Resilience Forum เดินทางไปดูพื้นที่คลองรังสิต จ.ปทุมธานี
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2557 ที่ผ่านมา ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ กรรมการและรองเลขาธิการ และทีมงาน ได้พาผู้แทนที่เข้าร่วมงาน VISIONS Asia Resilience Forum September 12th-14th, 2014 Chulalongkorn University, Bangkok เดินทางไปดูพื้นที่คลองรังสิต จ.ปทุมธานี ซึ่งดำเนินงานด้านการจัดการน้ำชุมชน แก้ไขปัญหาน้ำท่วม และพัฒนาพื้นที่แก้มลิงแบบเพิ่มรายได้ จนประสบผลสำเร็จ เกิดเป็น “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ” ให้ผู้ที่สนใจสามารถเรียนรู้และนำไปปรับใช้กับพื้นที่ของตนเองได้
วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557
ประชุมหารือแนวทางพัฒนาบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ และสำรวจพื้นที่
วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557
พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ชุมชนคลองรังสิต จังหวัดปทุมธานี
พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ชุมชนคลองรังสิต จังหวัดปทุมธานี
วันพุธที่ 27 สิงหาคม 2557 นายรอยล จิตรดอน กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานในพิธีเปิด “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ชุมชนคลองรังสิต จังหวัดปทุมธานี” ณ องค์การบริหารส่วนตำบลบึงชำอ้อ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี โดยมีส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ร่วมงาน
มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับอำเภอหนองเสือ และองค์การบริหารส่วนตำบลบึงชำอ้อ จังหวัดปทุมธานี เปิดพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ชุมชนคลองรังสิต จังหวัดปทุมธานี เพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้จากความสำเร็จของชุมชน ที่ได้น้อมนำแนวพระราชดำริ กรอบคิด กรอบงาน มาพัฒนาการจัดการน้ำชุมชนจนประสบผลสำเร็จ เป็นแบบอย่างให้ชุมชนอื่นมาศึกษาเรียนรู้ได้ โดยใช้พื้นที่จริงของชุมชน อธิบายผ่านแผนที่และภาพความเปลี่ยนแปลง ให้เข้าใจง่าย และสามารถนำไปปรับใช้ได้
พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ชุมชนคลองรังสิต จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่ที่อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี แสดงผลสำเร็จของการจัดการน้ำของชุมชนคลองรังสิต ซึ่งได้ดำเนินงานพัฒนาโครงสร้างน้ำ โดยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และกักเก็บน้ำในพื้นที่ร่องสวนปาล์มน้ำมัน พัฒนาเป็นแก้มลิงแบบเพิ่มรายได้ อนุรักษ์และใช้ประโยชน์พื้นที่ริมคลองสาธารณะ ด้วยพื้นที่ตัวอย่างการทำเกษตรผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่
ชุมชนคลองรังสิต มีสภาพเป็นพื้นที่ราบลุ่ม ทำเกษตรกรรมร่องสวนเป็นอาชีพหลัก วิถีชีวิตพึ่งพาแหล่งน้ำจากคลองรังสิต เพื่อการเพาะปลูก คมนาคม อุปโภค และบริโภค แต่เดิมเกษตรกรทำสวนส้ม แต่ประสบปัญหาโรคส้มระบาด และสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสมเนื่องจากเป็นดินเปรี้ยว เกษตรกรจึงเริ่มหันมาปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งสามารถทนต่อสภาพดินเปรี้ยวและน้ำท่วมขังได้นานกว่า 1 เดือน ประกอบกับในปี 2554 ที่เกิดมหาอุทกภัย พบว่าพื้นที่คลอง 8 9 10 สามารถเก็บกักน้ำและหน่วงน้ำไว้ตามคลองหลัก คลองซอย และร่องสวนปาล์มน้ำมัน จึงทำให้ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากอุทกภัยครั้งนี้ แต่ด้วยโครงสร้างควบคุมระดับน้ำที่มีในพื้นที่ ชำรุดและไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ทำให้ชุมชนหันมาบริหารจัดการน้ำควบคู่กับการปรับวิถีเกษตรให้สอดคล้องกับและเหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมของพื้นที่ และในปี 2555 ด้วยน้ำพระทัยของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่ทรงสนับสนุนแนวทางบริหารจัดการน้ำ โดยพระราชทานเงินบริจาคของวิทยาลัยกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) ใช้ดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัย และพัฒนาพื้นที่คลองรังสิตเป็นแก้มลิงแบบเพิ่มรายได้ ขยายผลการดำเนินงานโดยมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย ปัจจุบันขยายผลรวม 8 ตำบล 2 อำเภอ (ต.บึงชำอ้อ, ต.บึงกาสาม, ต.บึงบอน, ต.บึงบา, ต.หนองสามวัง และ ต.นพรัตน์ อ.หนองเสือ / ต.คลองหก และ ต.คลองเจ็ด อ.คลองหลวง) ครอบคลุมพื้นที่กว่า 226,997 ไร่ เป็นตัวอย่างความสำเร็จ ให้กับชุมชนอื่นได้ศึกษาเรียนรู้ จึงเกิดเป็น “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ” ให้ผู้ที่สนใจสามารถเรียนรู้การน้อมนำแนวพระราชดำริ และแนวทางการทำงาน ไปปรับใช้กับพื้นที่ของตนเอง เพื่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนในท้องถิ่นต่อไป
วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ร่วมมือกองทัพบก และศูนย์พัฒนาและบริหารจัดการกว๊านพะเยา เปิดปฏิบัติการพัฒนากว๊านพะเยา และสรุปความคืบหน้างานพัฒนาลุ่มน้ำยม ในการแก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง อย่างยั่งยืนร่วมกับเครือข่ายลุ่มน้ำยม
กว๊านพะเยาประสบปัญหาตื้นเขินจากการทับถมของตะกอน คุณภาพน้ำลดต่ำลง อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรม มีการบุกรุกลำน้ำสาขาและกว๊านพะเยาปัญหาข้อพิพาทเรื่องแนวเขตกว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา พร้อมหน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้เสนอโครงการพัฒนากว๊านพะเยาเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำริให้รับโครงการกว๊านพะเยา ในส่วนของด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรแหล่งน้ำ เป็นโครงการอันเนื่องมากจากพระราชดำริโดยให้มูลนิธิชัยพัฒนาเป็นหน่วยงานหลักในการประสานจัดทำแผนพัฒนาและเป็นที่ปรึกษาในการพัฒนา
วันที่ 10 กรกฎาคม 2557 นี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของแผนพัฒนากว๊านพะเยา โดยมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานในพิธีสืบชะตากว๊านพะเยา และติดตามผลการดำเนินงานปรับปรุงพัฒนากว๊านพะเยา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา พร้อมกันนี้ได้ร่วมเปิดปฏิบัติการกว๊านพะเยา โดยมี พลตรีพันธ์ศักดิ์ จันทร์ด้ง รองแม่ทัพภาคที่ 3 ผู้แทนผู้บัญชาการทหารบกเป็นประธานร่วม เพื่อเปิดปฏิบัติการกว๊านพะเยา และร่วมประชุมสรุปความคืบหน้างานพัฒนาลุ่มน้ำยม ในการแก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง อย่างยั่งยืน โดยมีหน่วยงานท้องถิ่น และภาคประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำยมเข้าร่วมประชุม
ปฏิบัติการพัฒนากว๊านพะเยา เป็นการดำเนินงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรอบกว๊านพะเยา และองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา ซึ่งได้ร่วมกันก่อตั้ง ศูนย์พัฒนาและบริหารจัดการกว๊านพะเยา (ศพบก.) เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการกว๊านพะเยา ตั้งแต่พื้นที่ป่าต้นน้ำของกว๊านพะเยา ลำน้ำสาขาที่ไหลสู่กว๊านพะเยา บริเวณกว๊านพะเยา และคุณภาพน้ำ โดยมีมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สสนก. ให้คำปรึกษาในการจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนากว๊านพะเยา ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2557 ถึงปี 2561 โดยมีกองทัพบกและหน่วยพัฒนาการทหารเคลื่อนที่ 35 จังหวัดเชียงราย สนับสนุนการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการกว๊านพะเยา ในการขุดลอกฟื้นฟูร่องน้ำที่ไหลเข้าสู่กว๊านพะเยา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเก็บกักน้ำ ระบายน้ำ และดักตะกอน ก่อนไหลลงสู่กว๊านพะเยา โดยเฉพาะพื้นที่หนองเล็งทราย ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำอิงที่ไหลลงสู่กว๊านพะเยา รวมทั้งได้ร่วมกันกำหนดแนวเขตพื้นที่รอบกว๊านป้องกันการบุกรุก พร้อมทั้งมีแผนดำเนินงานฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ด้วยการปลูกป่าเสริม จัดทำกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่ โดยมีแนวคิดเรื่อง “กองทุนพันธุ์ไม้พื้นบ้าน” ดำเนินงานด้านฟื้นฟูและดูแลรักษาป่าต้นน้ำสร้างความยั่งยืนในการบริหารจัดการน้ำต่อไป
สำหรับความร่วมมือในการพัฒนาลุ่มน้ำทั้งระบบ มีจุดเริ่มต้นจากการรวมตัวกันของชุมชนและท้องถิ่น เพื่อร่วมกันหาทางป้องกันและแก้ไขปัญหาของพื้นที่ลุ่มน้ำยม ภายหลังจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2554 โดยร่วมกันตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง และได้เชิญ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นประธานในการประชุมหารือแนวทางพัฒนาลุ่มน้ำยม ร่วมกับเครือข่ายลุ่มน้ำยมกว่า 200 คน ซึ่งมีการประชุมร่วมกันรวมทั้งสิ้น 8 ครั้ง ผลจากการประชุมหารือแนวทางพัฒนาลุ่มน้ำยม ได้รับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สรุปเป็นแนวทางการพัฒนาลุ่มน้ำยมทั้งระบบเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง โดยทุกฝ่ายตกลงร่วมกันพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำยมทั้งตอนบน ตอนกลาง ตอนล่าง ด้วยการเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำขนาดกลางและขนาดเล็ก ฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติเดิมเพื่อเพิ่มศักยภาพการเก็บกักน้ำ ฟื้นคลองสาขาและแม่น้ำยมเพื่อเพิ่มศักยภาพในการระบาย และร่วมกันฟื้นฟูดูแลทรัพยากรธรรมชาติป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมให้ฟื้นกลับคืนเพื่อสร้างความชุ่มชื้นและชะลอน้ำไปพร้อมกัน
การพัฒนาลุ่มน้ำยม ได้รับความร่วมมือจากกองทัพบก ในการฟื้นฟูแหล่งน้ำ พัฒนาโครงสร้างน้ำ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำ สำรองน้ำ บรรเทาปัญหาอุทกภัย และภัยแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำยม โดยมีมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ และ สสนก. เป็นที่ปรึกษาในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 ปัจจุบันได้ดำเนินงานไปแล้ว รวม 18 พื้นที่ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในช่วงน้ำหลาก เพิ่มปริมาตรการเก็บกักได้ประมาณ 2,429,000 ลูกบาศก์เมตร พื้นที่การเกษตรได้รับประโยชน์ประมาณ 108,500 ไร่ และบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนได้ประมาณ 16,700 ครัวเรือน และมีแผนดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในการฟื้นฟูแหล่งน้ำขนาดใหญ่ให้สามารถทำหน้าที่แก้มลิงได้อย่างสมบูรณ์ อาทิ บึงสีไฟ บึงบอระเพ็ด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





























