วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559

Thailand Sustainable Water Management Forum 2016

Thailand Sustainable Water Management Forum 2016

วันที่ 20 มิถุนายน 2559 มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับเอสซีจี และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดงาน “Thailand Sustainable Water Management Forum 2016” ประสานความร่วมมือภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ส่งเสริมการเรียนรู้และความจำเป็นของการบริหารจัดการน้ำ สู่หนทางป้องกันน้ำท่วม น้ำแล้งอย่างยั่งยืน


นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้แนวทางการบริหารจัดการน้ำ และการบริหารงานขององค์กรด้านน้ำจาก 3 ประเทศ ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศที่มีการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำแล้งและน้ำท่วมที่ดี ได้แก่ ประเทศอิสราเอล กับการสร้างวัฒนธรรม ที่แข็งแกร่งให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อสำรองน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคและการทำเกษตรกรรมให้มีมากเพียงพอ ประเทศสิงคโปร์ กับนโยบาย “น้ำคือความมั่นคงของประเทศ” พร้อมมาตรการส่งเสริมการใช้น้ำภายในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด และประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมจากข้อจำกัดเรื่องสภาพภูมิประเทศซึ่งเป็นที่ราบลุ่มด้วยการสูบน้ำอย่างเป็นระบบ และการสร้างสมดุลระหว่างน้ำเค็ม น้ำจืด และน้ำใต้ดินได้อย่างลงตัว เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการน้ำในประเทศไทยให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว

ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ประเทศไทย เป็นประเทศเกษตรกรรมที่ต้องอาศัยพึ่งพาน้ำเป็นต้นทุนที่สำคัญ ปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ คือ เรามีปริมาณน้ำจากฟ้าจำนวนมาก แต่เก็บไว้ใช้ได้ในปริมาณที่น้อย โดยประเทศไทยของเรามีที่เก็บกักน้ำขนาดใหญ่ 70,400 ล้าน ลบ.ม. แต่ทั้งปีน้ำไหลลงเขื่อนเฉลี่ย 42,000 ล้าน ลบ.ม. ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำต่อปี มากกว่า 100,000 ล้าน ลบ.ม. และในอนาคต 10 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มว่าความต้องการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 35 ความสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณน้ำฝน ปริมาณการกักเก็บน้ำ และปริมาณการใช้น้ำให้เกิดความสมดุลให้ได้

การสร้างความสมดุลของทรัพยากรน้ำ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ว่า “น้ำคือชีวิต” และการบริหารจัดการน้ำ “จากภูผาสู่นที” คือต้นแบบของการบริหารจัดการน้ำที่เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน ทั้งในเรื่องของการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ การพัฒนารูปแบบป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง การจัดการน้ำแล้งและน้ำหลากนอกเขตชลประทาน และอีกหลายแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านทรงทำเป็นตัวอย่าง เพื่อเป็นต้นแบบสู่การนำไปใช้ในชุมชนได้จนประสบความสำเร็จ วันนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะได้ร่วมกันออกแบบและนำแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่ถูกต้องไปใช้อย่างจริงจัง สร้างสมดุลระหว่างน้ำต้นทุนและการใช้น้ำให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน เพื่อตัวเรา ประเทศของเรา และลูกหลานของเราในอนาคต







วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559

70 ปี ครองราชย์ ประชารัฐรวมใจภักดิ์ รักษ์น้ำตามรอยพ่อ

70 ปี ครองราชย์ ประชารัฐรวมใจภักดิ์ รักษ์น้ำตามรอยพ่อ
มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ร่วมกับ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) จัดนิทรรศการแสดงตัวอย่างความสำเร็จการจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ ในงาน "70 ปี ครองราชย์ ประชารัฐรวมใจภักดิ์ รักษ์น้ำตามรอยพ่อ" บริเวณคลองบางสองร้อย ต.ธรรมเสน อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2559 นำเสนอตัวอย่างความสำเร็จของชุมชน ห้วยปลาหลด จ.ตาก หนองกุดใหญ่ จ.บุรีรัมย์ ศาลาดิน จ.นครปฐม และหนองตาจอน จ.ราชบุรี พร้อมทั้งนำผลผลิตทางการเกษตรจากชุมชนหนองตาจอนมาแสดงมากมายหลายอย่าง









วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2559

พิธีประกาศผลและมอบรางวัลผู้ชนะการประกวด “พี่นำน้องรักษ์น้ำ ตามแนวพระราชดำริ พ.ศ. 2558”

พิธีประกาศผลและมอบรางวัลผู้ชนะการประกวด “พี่นำน้องรักษ์น้ำ ตามแนวพระราชดำริ พ.ศ. 2558”
     วันที่ 29 เมษายน 2559 ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานในพิธีประกาศผลและมอบรางวัลผู้ชนะการประกวด “พี่นำน้องรักษ์น้ำ ตามแนวพระราชดำริ พ.ศ. 2558” ณ อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ซึ่งมีคณะครูและนักเรียน โรงเรียนต่างๆ เยาวชน และผู้แทนจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เข้าร่วมงาน


     การประกวดพี่นำน้องรักษ์น้ำ ตามแนวพระราชดำริ พ.ศ. 2558 มีกลุ่มเยาวชนผ่านเข้าสู่รอบตัดสินจำนวน 9 กลุ่ม จากทั้งหมด 40 กลุ่ม ซึ่งคณะทำงานและกรรมการตัดสิน ได้เดินทางไปติดตามผลการดำเนินงานของกลุ่มเยาวชนทั้ง 9 กลุ่มในพื้นที่ จากนั้นกลุ่มเยาวชนที่ผ่านเข้ารอบได้มาเข้าร่วมกิจกรรมค่ายและพิธีประกาศผล ระหว่างวันที่ 26 – 29 เมษายน 2559 ณ อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เพื่อนำเสนอผลสำเร็จของโครงการ รวมทั้งแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ร่วมกัน ระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้อง พร้อมกับศึกษาดูงานที่โครงการสวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี


     สำหรับผู้ชนะเลิศการประกวดพี่นำน้องรักษ์น้ำ ตามแนวพระราชดำริ พ.ศ. 2558 ได้แก่ โรงเรียนมัธยมสุวิทย์เสรีอนุสรณ์ กรุงเทพฯ ซึ่งโดดเด่นในเรื่องการตั้งเครือข่ายบริหารจัดการน้ำในชุมชน ร่วมฟื้นฟูทางน้ำเข้าออกของแก้มลิงหนองบอน ร่วมกันกำจัดวัชพืชและบำบัดน้ำเน่าเสีย โดยใช้ถังดักไขมันและธรรมชาติบำบัดธรรมชาติ


   ส่วนรางวัลรองชนะเลิศ มีกลุ่มเยาวชนได้รับรางวัล 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแกนนำเยาวชนเพาะพันธุ์กล้าไม้ตำบลขุนควร อำเภอปง จังหวัดพะเยา ซึ่งดำเนินงานอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น และ กลุ่มเยาวชนคนดีศรีสวนพล ทำดีถวายในหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช ดำเนินงานรักษาแหล่งน้ำในชุมชนเพื่อแก้ปัญหาน้ำแล้งน้ำหลาก โดยการสร้างฝายมีชีวิตร่วมกับชุมชนและหน่วยงานภายนอก ช่วยให้แหล่งน้ำมีระบบนิเวศดีขึ้น




     การประกวดพี่นำน้องรักษ์น้ำตามแนวพระราชดำริ เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 และจัดประกวดต่อเนื่องมาแล้ว 7 ปี ดำเนินงานภายใต้มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เป็นโครงการที่สนับสนุนให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะและเรียนรู้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตามแนวพระราชดำริ เน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้เยาวชนได้นำเทคโนโลยีและสารสนเทศมาใช้บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ รวมทั้งพัฒนาทักษะในการประสานการพัฒนากับหน่วยงานต่างๆ ที่รับผิดชอบ ทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศ เพื่อนำไปสู่แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนต่อไป










วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2559

มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ และคณะทำงานเสริมสร้างความเข้าใจในการจัดการทรัพยากรน้ำ ตามแนวพระราชดำริ ลงพื้นที่ประเมินผลการดำเนินงานโครงการประกวดพี่นำน้องรักษ์น้ำ ตามแนวพระราชดำริ

วันที่ 2 มี.ค. 59 มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ และคณะทำงานเสริมสร้างความเข้าใจในการจัดการทรัพยากรน้ำ ตามแนวพระราชดำริ ลงพื้นที่ประเมินผลการดำเนินงานโครงการประกวดพี่นำน้องรักษ์น้ำ ตามแนวพระราชดำริ ณ พื้นที่โรงเรียนธาตุนารายณ์วิทยา จ.สกลนคร โดยกลุ่มเยาวชนร่วมกันอนุรักษ์และจัดการน้ำเสียในลำห้วยทราย ด้วยการตรวจคุณภาพน้ำและใช้ข้อมูลวางแผนงาน พัฒนากังหันเติมอากาศ ทดลองวิธีธรรมชาติบำบัดธรรมชาติด้วยผักตบชวา รณรงค์ติดตั้งถังดักไขมันในโรงอาหาร เพื่อลดปริมาณน้ำทิ้ง และเศษอาหารลงสู่ลำห้วยทราย











วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เผยแพร่แนวคิด กิจกรรม เทิด ด้วย ทำ เรียนรู้สู่การลงมือทำ ตามแนวพระราชดำริ

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2559 มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ สถาบันบางกอกแดนซ์ สาขารัตนาธิเบศร์ ร่วมเผยแพร่แนวคิด กิจกรรม เทิด ด้วย ทำ เรียนรู้สู่การลงมือทำ ตามแนวพระราชดำริ โดยมีผู้แทนเครือข่ายเยาวชนพี่นำน้องรักษ์น้ำตามแนวพระราชดำริ ปี 2557 และ ปี 2558 ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวทางการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ให้เกิดผลสำเร็จ ด้วยการปฏิบัติจริง ณ เซ็นทรัลพลาซา สาขารัตนาธิเบศร์







วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ พร้อมคณะผู้บริหาร SCG ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการ ปี 2558 ตำบลท่านางแนว อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น



มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ พร้อมคณะผู้บริหาร SCG ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผลสำเร็จของโครงการปี 2558
     วันที่ 17 ก.พ. 59 ดร. รอยล จิตรดอน กรรมการและเลขาธิการ เดินทางไปยังชุมชนโนนเขวา ตำบลท่านางแนว อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น เพื่อเยี่ยมชมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ในการพัฒนาปรับปรุงแหล่งน้ำ การเชื่อมโยงแหล่งน้ำด้วยคลองซอย รวมไปถึงการทำแปลงเกษตรผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่บริเวณริมสระ



วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เทิด ด้วย ทำ 14 กุมภาพันธ์ 2559

เทิด ด้วย ทำ 14 กุมภาพันธ์ 2559
          ผ่านไปแล้วกับกิจกรรม "เทิด ด้วย ทำ" เรียนรู้สู่การลงมือทำตามแนวพระราชดำริ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559 มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ก่อตั้งมาครบรอบ 4 ปี ได้ประกาศสัตยาบรรณ ร่วมกัน “เทิด ด้วย ทำ” กับ หน่วยงานทั้งภาครัฐภาคเอกชน และประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบรรดาเยาวชนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก จะร่วมกัน ลงมือทำตามแนวพระราชดำริ ในการฟื้นฟู ดูแล รักษา ทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า และสิ่งแวดล้อม

          มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ก่อตั้งเมื่อ ปี พ.ศ. 2555 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเงินทุนจัดตั้ง พระราชทานชื่อมูลนิธิ และทรงรับเป็นมูลนิธิในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อนำแนวพระราชดำริในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบพึ่งตนเอง นำหลักการทรงงาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ไปเผยแพร่ให้ชุมชนต่างๆ เข้าใจหลักการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ เน้นการพัฒนาจากล่างขึ้นมาข้างบน จากชุมชนเล็กๆ ขยายสู่ระดับตำบลและอำเภอ โดยถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ และความสำเร็จของชุมชนต่างๆ ผ่านพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ ขยายผลความสำเร็จออกสู่สาธารณะเพื่อเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติ 




          ในช่วงเวลาเพียง 3 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2555 จนถึงปี พ.ศ. 2558 มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ได้ดำเนินงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้ง ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เผยแพร่ตัวอย่างความสำเร็จของการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ ผ่าน “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ” รวม 10 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้สนใจได้เรียนรู้จากพื้นที่จริง และดำเนินงานพัฒนา ฟื้นฟู ทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า ร่วมกับ 60 ชุมชนแกนนำ ในพื้นที่ 19 ลุ่มน้ำ ขยายผลสู่ 543 หมู่บ้าน สามารถบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง ได้ 364,600 ครัวเรือน พื้นที่เกษตร 1.60 ล้านไร่ มีปริมาณน้ำสำรองเพิ่มขึ้นสำหรับใช้ยามฝนทิ้งช่วงหรือฤดูแล้ง รวม 54.16 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจากภัยแล้งช่วงปี 2557-2558 ชุมชนแกนนำที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง 24 ชุมชน ยังคงมีน้ำสำหรับใช้ทำการเกษตร สร้างรายได้จากผลผลิตทางการเกษตร กว่า 1,300 ล้านบาท

เทิด ด้วย ทำ เรา ทำ ได้
          มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์และหน่วยงานริเริ่มดำเนินงาน ได้ร่วมกัน เทิด ด้วย ทำ เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการขยายผล เกิดตัวอย่างความสำเร็จของการดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ ฟื้นฟูและพัฒนาทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า และสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนและเยาวชน เกิดความรู้ ความเข้าใจ นำแนวพระราชดำริไปปรับใช้จริง เกิดเยาวชน เทิด ด้วย ทำ ที่มีจิตอาสา เรียนรู้แนวพระราชดำริ พร้อมปฏิบัติจริง มาร่วมกันดำเนินงานฟื้นฟู และพัฒนาทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า และสิ่งแวดล้อมร่วมกันระหว่างภาครัฐ ประชาชน และเอกชน อย่างต่อเนื่อง
          โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาด้านน้ำและสิ่งแวดล้อมมายาวนาน จากเดิมที่ คู คลองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีจำนวนทั้งสิ้น 1,682 คลอง ความยาวรวมประมาณ 2,604 กิโลเมตร ปัจจุบัน ความสำคัญของคลองลดลง ไม่ได้รับการดูแลรักษา ตื้นเขิน คับแคบ น้ำสกปรกเน่าเสีย รวมทั้งถูกถมเพื่อขยายถนน ซึ่งมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีตัวอย่างความสำเร็จ ที่ประชาชนและเยาวชน เริ่มดำเนินงานฟื้นฟูคลองต่างๆ ของฝั่งตะวันตกด้วยตนเอง เริ่มจากคลองมหาสวัสดิ์ ที่บ้านศาลาดิน จังหวัดนครปฐม เชื่อมต่อคลองทวีวัฒนา มาถึง คลองลัดมะยม ที่เขตตลิ่งชัน ดำเนินงานต่อเนื่องสู่คลองบางหลวง และคลองบางจาก เป็นตัวอย่างความสำเร็จ เป็นจุดเริ่มต้นให้ประชาชนและเยาวชน สามารถลงมือทำเพื่อบ้านและชุมชนต่อไป

          เป็นเวลาเกือบ 70 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นผู้ให้ แก่พสนิกรชาวไทยและประเทศไทย ตลอดมา นับตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์ ถึงเวลาแล้วที่เราคนไทย จะมาร่วมกัน ลงมือทำตามแนวพระราชดำริ ร่วมกัน รักและรักษา สังคม ทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า และสิ่งแวดล้อมของประเทศ เปลี่ยนจากผู้รับ เป็นผู้ให้ เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สืบสานแนวพระราชดำริ ให้ประเทศไทยเจริญรุ่งเรือง ประชาชนชาวไทยอยู่ดีกินดี และ รู้ รัก สามัคคี กันถ้วนหน้า
อย่าให้รักพ่อ เป็นแค่ความคิด รวมพลัง รักพ่อ มาร่วมลงมือทำกับเรา “เทิด ด้วย ทำ”