วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556

พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ บ้านศาลาดิน จ.นครปฐม

พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ บ้านศาลาดิน จังหวัดนครปฐม
จากที่ดินพระราชทาน สู่การจัดการตามแนวพระราชดำริ


วันจันทร์ที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๖ ดร.สุเมธ  ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานในพิธีเปิด “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ บ้านศาลาดิน จังหวัดนครปฐม” เพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้จากความสำเร็จของการจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ โดยมีส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ร่วมงาน

มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลมหาสวัสดิ์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เปิดพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ บ้านศาลาดิน จังหวัดนครปฐม เพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้จากความสำเร็จของชุมชน ที่ได้น้อมนำแนวพระราชดำริ กรอบคิด กรอบงาน มาพัฒนาการจัดการน้ำชุมชนจนประสบผลสำเร็จ สามารถเป็นแบบอย่างให้ชุมชนอื่นมาศึกษาเรียนรู้ได้ โดยใช้พื้นที่จริงของชุมชน อธิบายผ่านแผนที่และภาพความเปลี่ยนแปลง ให้เข้าใจง่าย และสามารถนำไปปรับใช้ได้



พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ บ้านศาลาดิน จังหวัดนครปฐม ตั้งอยู่ที่ชุมชนบ้านศาลาดิน ตำบลมหาสวัสดิ์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม แต่เดิมชุมชนบ้านศาลาดินมีอาชีพทำนาเพียงอย่างเดียวปีละครั้ง เป็นสาเหตุให้เกษตรกรยากจน ขาดที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบถึงปัญหา จึงได้พระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ให้กับเกษตรกร จำนวน ๑,๐๐๙ ไร่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘ โดยมีสำนักงานปฏิรูปที่ดินเป็นผู้ดูแลและจัดรูปที่ดินให้เกษตรกรแปลงละ ๒๐ ไร่ เริ่มเข้าทำกินได้ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ชุมชนบ้านศาลาดินได้น้อมนำแนวพระราชดำริ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการทำเกษตรผสมผสานตามลักษณะภูมิสังคม สามารถสร้างรายได้ทั้งรายวัน รายเดือน และรายปี ทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าในอดีตมาก


ชุมชนบ้านศาลาดิน เคยประสบปัญหาน้ำเน่าเสียจากสารเคมี การทิ้งขยะและน้ำเสียจากครัวเรือนสู่ลำคลอง และยังมีปัญหาน้ำท่วมที่มีระยะเวลานานขึ้น เนื่องจากลำคลองตื้นเขินและตัน ทำให้ประสิทธิภาพในการระบายน้ำลดลง ชาวบ้านได้ร่วมกันปรับปรุงคุณภาพน้ำและเฝ้าระวังปัญหาน้ำเน่าเสีย โดยการตรวจวัดคุณภาพน้ำ ติดตั้งถังดักไขมันครัวเรือน ใช้จุลินทรีย์และอีเอ็มบอลปรับสภาพน้ำ และพัฒนากังหันเติมอากาศในน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ นอกจากนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลมหาสวัสดิ์ ได้ร่วมกับชุมชนขยายผลการบริหารจัดการน้ำให้ทั่วทั้งตำบล โดยดำเนินการขุดลอกคลองในตำบลมหาสวัสดิ์ทุกคลอง เพื่อให้น้ำในระบบไหลเวียน และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการและระบายน้ำ ช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมได้ดียิ่งขึ้น ผลจากการดำเนินงาน ทำให้ปัจจุบันเรือสามารถสัญจรได้ตลอดทุกคลองในตำบลมหาสวัสดิ์ และชาวบ้านสามารถนำน้ำไปใช้ในการอุปโภคและการเกษตรได้อย่างสะดวก หมดปัญหาเรื่องผักตบชวาและน้ำเน่าเสียส่งกลิ่นเหม็นรบกวน ระบบนิเวศในลำคลองต่างๆ ดีขึ้น อีกทั้งลำคลองและภาพรวมของชุมชนมีความเรียบร้อยสวยงาม






วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ วังบัวแดง จังหวัดหนองคาย

 พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ วังบัวแดง จังหวัดหนองคาย


วันอังคารที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ดร.รอยล  จิตรดอน กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานในพิธีเปิด “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ วังบัวแดง จังหวัดหนองคาย” เพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้จากความสำเร็จของการจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ในพื้นที่จังหวัดหนองคาย โดยมีนายวิรัตน์  ลิ้มสุวัฒน์  ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย พร้อมด้วยส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนในพื้นที่ร่วมงาน


มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับจังหวัดหนองคาย และองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคาย เปิดพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ วังบัวแดง จังหวัดหนองคาย เพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้จากความสำเร็จของชุมชน ที่ได้น้อมนำแนวพระราชดำริ กรอบคิด กรอบงาน มาพัฒนาการจัดการน้ำชุมชนจนประสบผลสำเร็จ สามารถเป็นแบบอย่างให้ชุมชนอื่นมาศึกษาเรียนรู้ได้ 
โดยใช้พื้นที่จริงของชุมชน อธิบายผ่านแผนที่และภาพความเปลี่ยนแปลง ให้เข้าใจง่าย และสามารถนำไปปรับใช้ได้
พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ วังบัวแดง จังหวัดหนองคาย ตั้งอยู่ที่ชุมชนตำบลเวียงคุก อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นชุมชนที่ดำเนินงานด้านการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ โดยชาวบ้านได้ช่วยกันปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างน้ำในพื้นที่ สามารถบรรเทาปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งในพื้นที่ ฟื้นคืนความสมดุลสู่ธรรมชาติ จนเกิดเป็นระบบนิเวศที่มีเอกลักษณ์น่าสนใจขึ้น นั่นคือ ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ของทุกปี จะมีดอกบัวแดงงอกงามขึ้นมาในหนองน้ำสาธารณะของชุมชน และบานงดงามเต็มผืนน้ำ กลายเป็นที่มาของคำว่า “วังบัวแดง”




วังบัวแดง มีพื้นที่ราว ๔,๗๖๘ ไร่ ครอบคลุม ๒ ตำบล ได้แก่ ตำบลเวียงคุกและตำบลปะโค เดิมมีชื่อเรียกว่า หนองเบ็น-หนองบ่อ เป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ที่ชาวบ้านในละแวกนั้นใช้เพื่อการเกษตร ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำแห่งนี้ นอกจากจะมีดอกบัวแดงบานสะพรั่งในช่วงเช้าตรู่จนถึงเที่ยงเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวแล้วยังมีสัตว์น้ำมากมายเจริญพันธุ์ เช่น ปลาช่อน ปลาขาว ปลาตะเพียน ปลากราย  เป็นแหล่งทำประมงขนาดย่อมเพื่อการยังชีพประจำถิ่นอีกด้วย  ซึ่งจุดเด่นเหล่านี้จะหล่อหลอมเป็นวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณรอบวังบัวแดง ให้เกิดความหวงแหน อนุรักษ์ และพึ่งพาธรรมชาติ ได้อย่างสมดุลและยั่งยืนต่อไป



วันอังคารที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ค่ายระดับประเทศและพิธีประกาศผล โครงการพี่นำน้องรักษ์น้ำ ตามแนวพระราชดำริ พ.ศ. 2556

ค่ายระดับประเทศและพิธีประกาศผล โครงการพี่นำน้องรักษ์น้ำ ตามแนวพระราชดำริ พ.ศ. 2556
ระหว่างวันที่ 22-25 ตุลาคม 2556 ณ อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร  อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี



มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย จัดโครงการพี่นำน้องรักษ์น้ำ ตามแนวพระราชดำริ พ.ศ.2556 เพื่อคัดเลือกกลุ่มเยาวชนที่มีการดำเนินกิจกรรมด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ ตามแนวพระราชดำริ รับรางวัลถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานในพิธีประกาศผล

 รางวัลชนะเลิศ โรงเรียนตรังคริสเตียน จ.ตรัง
 รางวัลรองชนะเลิศ 1 โรงเรียนสตรีพัทลุง จ.พัทลุง   รางวัลรองชนะเลิศ 2 โรงเรียนสายธรรมจันทร์ จ.ราชบุรี


กิจกรรมภายในงาน

ร่วมทำกิจกรรมภายในโครงการสวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และรับฟังบรรยายการดำเนินงาน


ศึกษาดูงาน ณ โครงการวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ


 









วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

มูลนิธิโคคา–โคลาประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดโปรแกรม “รักน้ำ”

โค้กกระตุ้นจิตสำนึกชุมชนทั่วประเทศ บริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเป็นไปอย่างยั่งยืน ตามแนวพระดำริของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว มูลนิธิโคคา–โคลา ประเทศไทย จึงร่วมกับ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดโปรแกรม “รักน้ำ” ให้การสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำในชุมชนของตนเอง ที่ชุมชนบ้านลิ่มทอง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์



กิจกรรมครั้งนี้ บุษยดา ยังเฟื่องมนต์ ผู้บริหารมูลนิธิโคคา-โคลาประเทศไทย กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทย ได้ริเริ่มโปรแกรม “รักน้ำ” มาตั้งแต่ปี 2550 โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณมา 70 ล้านบาท ในช่วงระยะเวลาระหว่างปี 2555-2556 เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไปเห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริฯ โดยกระตุ้นจิตสำนึก สร้างองค์ความรู้ อันนำไปสู่การจัดการทรัพยากร น้ำอย่างยั่งยืนทั่วประเทศ ซึ่งการดำเนินงานของโปรแกรม “รักน้ำ” ครอบคลุมพื้นที่ที่ธุรกิจโคคา-โคลา ได้ใช้น้ำในการผลิตเครื่องดื่มใน 8 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง, นครสวรรค์, ขอนแก่น, นครราชสีมา, บุรีรัมย์, ปทุมธานี, สุราษฎร์ธานี และสงขลา ชุมชนบ้านลิ่มทองเป็นหนึ่งในตัวอย่างชุมชนด้านความยั่งยืน ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จอันเป็นรูปธรรม ด้วยความร่วมมือระหว่างเอกชน องค์กรภาครัฐ และชุมชน ในการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนมาใช้ โดยการเก็บสำรองน้ำหลากไว้ในแก้มลิง เพื่อไว้ใช้ทำการเกษตรในฤดูแล้ง ช่วยบรรเทาความเสียหายของพื้นที่ไร่นา จากที่เคยมีหนี้สิน ชาวบ้านในชุมชนกลับมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีเงินออม สามารถพึ่งตนเองได้ และมีน้ำดื่มน้ำใช้ตลอดทั้งปี สำหรับกิจกรรมนี้เราได้ระดมพลังอาสาสมัครกว่า 700 คน ในโครงการอาสาสมัครพลังบวกกับโคคา-โคลา ที่มาจากพนักงานโคคา-โคลา เจ้าหน้าที่หน่วยงานพันธมิตร ผู้นำชุมชน และเยาวชนในท้องถิ่น มาร่วมพัฒนาปรับปรุงและอนุรักษ์แหล่งน้ำชุมชน ทำกิจกรรมทำความสะอาดคลองส่งน้ำ, ปลูกต้นไม้, ปลูกหญ้าแฝก และปล่อยพันธุ์ปลา ในบริเวณสระแก้มลิงและบริเวณคลองส่งน้ำ ระยะทางกว่า 5 กิโลเมตร

พร้อมกันนี้ ดร.รอยล จิตรดอน ผู้บริหารมูลนิธิ อุทกพัฒน์ฯ กล่าวถึงการจัดการน้ำชุมชนบ้านลิ่มทอง เริ่มตั้งแต่ปี 2549 โดยเริ่มสร้างระบบประปาผิวดิน เพิ่มแหล่งสำรองน้ำเพื่อการเกษตรให้กับชุมชน ด้วยการขุดสระแก้มลิง พัฒนาปรับปรุงคลองส่งน้ำ รวมถึงขุดคลองซอยเพื่อเชื่อมแหล่งน้ำ และติดตั้งระบบน้ำดื่มโรงเรียน ซึ่งช่วยให้นักเรียน ครู และบุคลากร มีน้ำดื่มที่สะอาด มีคุณภาพ ถูกสุข-อนามัย สามารถลดค่าใช้จ่ายในการดื่มได้มากกว่า 1 ล้านบาทต่อปี.