วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เปิดพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ บ้านปากซวด ตำบลพะแสง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

เปิดพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ  
บ้านปากซวด ตำบลพะแสง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน 2559 นายสุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานในพิธีเปิด “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ บ้านปากซวด ตำบลพะแสง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี” โดยมีคณะผู้บริหารและข้าราชการ ทั้งจากส่วนราชการในจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่
มาร่วมงาน

มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริบ้านปากซวด เพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้จากความสำเร็จของชุมชน ที่ได้น้อมนำแนวพระราชดำริ ในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ กรอบคิด กรอบงาน มาพัฒนาการจัดการน้ำชุมชนจนประสบผลสำเร็จ เป็นแบบอย่างให้ชุมชนอื่นได้มาศึกษาเรียนรู้ โดยใช้พื้นที่จริงของชุมชน อธิบายผ่านแผนที่และภาพความเปลี่ยนแปลง ให้เข้าใจง่าย และสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม

ชุมชนบ้านปากซวด ตั้งถิ่นฐานบริเวณเขาตอเต่า ตำบลพะแสง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี มานานกว่า 200 ปี มีอาชีพทำการเกษตรและเก็บหาของป่าเป็นหลัก ในปี พ.ศ.2523 มีการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติเขาสก และก่อสร้างเขื่อนรัชชประภา ทำให้น้ำเปลี่ยนเส้นทาง และชาวบ้านกลายเป็นผู้บุกรุกป่า ต่อมาเริ่มทำเกษตรเชิงเดี่ยว จึงเกิดปัญหากับอุทยานฯ เรื่องที่ดินทำกินทับซ้อนในพื้นที่ป่า ปี พ.ศ. 2554-2557 ชุมชนและอุทยานฯ จึงร่วมกันแก้ไขปัญหา พัฒนาแนวคิดการอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำ ให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน โดยกำหนดขอบเขตป่าอนุรักษ์และขอบเขตที่ดินทำกินร่วมกัน ต่อมาสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เข้ามาสนับสนุนให้ข้อมูล ความรู้ รวมทั้งถ่ายทอดการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แก่ชุมชน และมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ร่วมกับชุมชนดำเนินงานจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ เริ่มสำรวจและฟื้นฟูป่าต้นน้ำ เก็บข้อมูล จัดทำแผนที่ และขยายผลออกไปยังชุมชนใกล้เคียง

ปัจจุบัน ชุมชนและอุทยานฯ ร่วมกันอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำกว่า 5,000 ไร่ กำหนดขอบเขตป่าอนุรักษ์ ปลูกเสริมป่าด้วยไม้ท้องถิ่น จนเป็นป่าต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์ เสริมโครงสร้างฝายกักเก็บน้ำ พร้อมขุดสระหนองกก พื้นที่ 9 ไร่ ช่วยชะลอความแรงของน้ำ เป็นแหล่งสำรองน้ำได้ 268,403 ลบ.ม. ลดปัญหาน้ำท่วม บรรเทาปัญหาน้ำแล้ง เป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อผลิตน้ำประปาและน้ำดื่ม ปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตร ทำกินในพื้นที่ของตนเองร่วมกับการอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำ เพิ่มรายได้ให้ชุมชน 28,500 บาท/ครัวเรือน/ปี เกิดกลุ่มตัวอย่างปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง และกองทุนปาล์มน้ำมัน กองทุนหมูหลุมและไก่ กองทุนปุ๋ย และกองทุนน้ำดื่ม บริหารจัดการโดยคณะกรรมการหมู่บ้าน สร้างสวัสดิการ (สุขภาพ การศึกษา อาชีพ) ลดการพึ่งพาหน่วยงานท้องถิ่น มีเงินหมุนเวียนและเงินเก็บภายในชุมชนกว่า 2 ล้านบาท นำไปสู่ความสุขที่ยั่งยืน เป็นตัวอย่างความสำเร็จให้ชุมชนอื่นได้ศึกษาเรียนรู้ จึงจัดเป็น “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ” ให้ผู้ที่สนใจสามารถเรียนรู้การน้อมนำแนวพระราชดำริ และแนวทางการทำงาน ไปปรับใช้กับพื้นที่ของตนเอง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นต่อไป


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น